เจ้าอาวาส

พระอธิการพวง ฐานวโร
อดีตเจ้าอาวาสวัดน้ำพุสามัคคี
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 22/08/2012
ปรับปรุง 28/04/2018
สถิติผู้เข้าชม 790389
Page Views 1305861
ทำเนียบพระสงฆ์
ชื่อ/ฉายา : พระอธิการพวง ฐานวโร
ตำแหน่ง : อดีตเจ้าอาวาสวัดน้ำพุสามัคคี
อายุ : 90 พรรษา 69
เบอร์โทรศัพท์ :
อีเมล์ :
ที่อยู่ :
วัดน้ำพุสามัคคี ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
อื่นๆ :

อัตโนประวัติหลวงปู่พวง ฐานวโร

วัดน้ำพุสามัคคี ต.พระพุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์

พระ อริยสงฆ์ของแผ่นดินนี้มีอยู่หลายท่าน ซึ่งสาธุชนอย่างเราต่างก็สักการะกราบไหว้ด้วยความศรัทธาต่อกันมา จากบารมีและคุณความดีของพระอาจารย์ต่างๆ เช่น หลวงพ่อทบ วัดพระพุทธบาทชนแดน พระอรหันต์ในยุคอดีตกาล ผู้ที่กราบไหว้บูชาคุณต่างได้ดิบได้ดี แคล้วคลาดปลอดภัยกันมานักต่อนัก ปัจจุบันนี้พระทองคำศิษย์ก้นกุฏิหลวงพ่อทบ เห็นจะมีแต่ หลวงปู่พวง ฐานวโร วัดน้ำพุสามัคคี อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ที่ใครๆ มากราบไหว้ขอพรถึงวัดน้ำพุสามัคคีกันอย่างเนืองแน่น ต่างประสบความสำเร็จก้าวหน้า ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง หลวงปู่พวงท่านมักสอนพระเณรที่มากราบไหว้อยู่เสมอว่า พระสงฆ์ผู้เป็นอริยะ หมายถึงพระสงฆ์ผู้บรรลุธรรมวิเศษสามารถลดละกิเลสในจิตใจได้ จากพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระสงฆ์สามชั้นแรกถือเป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูง เรียกว่า โลกุตรธรรม แต่ยังละกิเลสได้ไม่หมดสิ้น สำหรับพระอรหันต์ขั้นที่สี่ สามารถละกิเลสได้หมดสิ้น ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ สามารถขจัดกิเลสหมดสิ้นไปได้ การบรรลุโลกุตรธรรมเป็นความรู้เฉพาะตน พระเณรทั้งหลายที่มากราบขอความรู้จากหลวงปู่พวงนั้น ท่านจะเทศน์สอนแต่ละองค์ เพราะแต่ละองค์ความรู้ไม่เสมอกัน บรรลุโลกุตรธรรมไม่เสมอกัน

นอกจากหลวงปู่พวงท่านจะเป็นพระนัก ปฏิบัติวิปัสสนาชั้นยอดแล้ว ท่านยังมีคุณวิเศษอีกมากมายหลายอย่าง ท่านเก่งกาจทางด้านไสยเวทย์วิทยาคม มีบารมีสูงและมีวาจาสิทธิ์ที่ใครๆ ต่างก็ให้การยอมรับนับถือ และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดหลวงปู่พวงท่านเป็นพระที่มีเมตตากรุณาต่อศิษย์ ทุกระดับโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ใครเดินทางไปหาไปกราบไหว้ท่านก็มักจะต้อนรับทุกคนด้วยไมตรีจิตอยู่เสมอ สมกับเป็นสมณพุทธบุตรธรรมทายาท เป็นเนื้อนาบุญอย่างแท้จริง ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงทำให้หลวงปู่พวงท่านมีลูกศิษย์มากมาย ทั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์และทั่วประเทศ

พระอธิการพวง ฐานวโรหรือหลวงปู่พวง ท่านมีนามเดิมว่า พวง เพ็ชรมูล เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2468 ที่เมืองดอกบัวจังหวัดปทุมธานี มีเชื้อสายมอญ โยมบิดา - มารดา ชื่อนายยวง และนางเพิ่ม เพ็ชรมูล ครอบครัวประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

หลวง ปู่พวงมีอุปนิสัยใฝ่ศึกษาเรียนรู้ มีความมุ่งมั่นตั้งใจเด็ดเดี่ยว บวชเรียนเป็นสามเณรตั้งแต่วัยเยาว์ โดยมีโยมพ่อโยมแม่คอยสนับสนุนทางธรรมเสมอมา ประกอบ

กับโยมแม่มีศรัทธา ในหลวงพ่อทบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ให้ท่านบวชเรียนไม่ต้องสึก สามเณรพวงก็ใช้โอกาสนี้ตั้งใจศึกษาพระธรรมอย่างดีที่สุด และคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อทบโดยมิได้ขาด จนหลวงปู่พวงมีอายุครบบวช จึงได้กราบลาหลวงพ่อทบไปบวชที่วัดบ้านเกิด เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 หลวงปู่ได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดไก่เตี้ย ต.บ้านกระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มีท่านเจ้าอธิการรวยเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเทียม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการพิศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาทางธรรมว่าฐานวโรแปลว่า ผู้มีฐานะอันประเสริฐ ในช่วง 1 - 2 พรรษาแรก หลวงปู่พวงได้อยู่ปรนนิบัติวัฏฐากองค์อุปัชฌาย์พร้อมทั้งเรียนวิชาไสยเวทย์ ตำรับมอญจากพระอุปัชฌาย์ พรรษาต่อมาจึงได้ออกเดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่า ลาว แล้วย้อนกลับมายังจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อศึกษาวิชากับหลวงพ่อทบ ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับหลวงพ่อทบ หลวงปู่พวงได้ช่วยงานหลวงพ่อทบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจารตะกรุด ม้วนตะกรุด ถักตะกรุด หลวงพ่อทบรักและภูมิใจในตัวศิษย์คนนี้มาก เรียกได้ว่าสอนสรรพวิชาให้จนหมดสิ้น

ในขณะนั้นหลวงพ่อทบไปมาหาสู่ กับหลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณรอยู่บ่อยๆ เดินทางไปทุกครั้งก็มักจะพาหลวงปู่พวงไปด้วยเสมอ หลวงพ่อทบจึงได้ฝากฝังศิษย์รักเพื่อให้หลวงพ่อเขียนช่วยประสาทวิชาเพิ่มเติม ให้ หลวงปู่พวงได้อยู่จำพรรษาที่วัดขุนเณรได้เล่าเรียนวิชา ฝึกปฏิบัติกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน และพุทธาคม โดยฝึกวิชากสิณจนเกิดความชำนาญในกสิณ 10 รวมทั้ง วิชาทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ หลวงพ่อเขียนท่านเป็นพระผู้มีวาจาสิทธิ์มาก หากท่านพูดอะไรจะเป็นไปตามปากของท่าน จนชาวบ้านต่างขนานนามให้หลวงพ่อเขียนว่าปากพระร่วง ตลอดระยะเวลาที่หลวงปู่พวงได้ช่วยเหลืองานหลวงพ่อเขียนนั้น หลวงพ่อเขียนท่านสอนให้หมดสิ้น ถึงขั้นให้ทำน้ำมนต์ให้ ท่านเป็นผู้อาบน้ำมนต์ให้ญาติโยมเอง เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นทุกกระบวนความหลวงปู่พวงจึงได้กราบลาหลวงพ่อเขียนออก เดินทางสู่เมืองเพชรบูรณ์อีกครั้ง ได้พบกับหลวงพ่ออ้วน แห่งวัดดงขุย ท่านเป็นพระผู้ทรงความเมตตา แต่ทว่ารับลูกศิษย์ยาก ต้องตรวจสอบกำลังใจกันเสียก่อนว่าจะรับไหวหรือไม่ เมื่อสำรวจภูมิธรรมแล้วท่านได้รับหลวงปู่พวงเข้าวัด ถ่ายทอดวิชากรรมฐานไสยเวทย์วิทยาคมให้มากมาย

หลังจากที่ร่ำเรียนจน สำเร็จแล้ว จึงได้กราบลาหลวงพ่ออ้วนเพื่อออกธุดงค์ปลีกวิเวกตามป่าเขา ตามถ้ำต่างๆ หมั่นฝึกปฏิบัติวิชาอาคมต่างๆ ตามที่ได้ร่ำเรียนและได้รับการถ่ายทอดมาจนมีความชำนาญในวิปัสสนากรรมฐาน มีพลังสมาธิญาณอย่างน่าอัศจรรย์ นับว่าหลวงปู่พวงเป็นพระมหาเถราจารย์ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนบทพระคาถามาไม่ น้อย เมื่อการปฏิบัติธรรมแก่กล้าแล้วจึงได้เดินทางมากราบนมัสการหลวงพ่อทบ ที่วัดชนแดน หลวงพ่อทบผู้มีวาจาสิทธิ์ได้กล่าวกับหลวงปู่พวงว่าจะต้องห่มจีวรตลอดชีวิตเพื่อสงเคราะห์ผู้คน ท่านจึงอยู่ปรนนิบัติหลวงพ่อทบอยู่ชั่วระยะหนึ่ง และได้ออกแสวงหาธรรมอีกครั้ง

หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่

เมื่อ ครั้งที่หลวงปู่พวงได้เดินป่าออกธุดงค์นั้น ท่านมีโอกาสได้พบกับหลวงพ่อคูณ แห่งวัดบ้านไร่โดยบังเอิญ ในช่วงแห่งการธุดงค์กลางป่าต้องพบเจอกับสิงสาราสัตว์มากมาย และขณะที่ได้จำวัดกลางป่ากลางเขานั้น หลวงปู่พวงได้แลกเปลี่ยนวิชาอาคมกับหลวงพ่อคูณในด้านต่างๆ รวมทั้งการเจริญกรรมฐาน จากนั้นหลวงปู่พวงได้แยกทางเดินเพื่อหาสัจธรรมต่อ

พบหลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุญนาค

ช่วง ที่ออกธุดงค์ขึ้นเหนือล่องใต้นั้น หลวงปู่พวงท่านออกธุดงค์ไปตามป่าเขา เข้าถ้ำ พบเจอสิงสาราสัตว์มานับไม่ถ้วน ผ่านความตายมาหมด ท่านว่าชีวิตเรามีหนเดียว ถ้าจะต้องตายในผ้าเหลือง ใจมันพร้อมตั้งแต่บวชแล้ว หลวงปู่พวงท่านสนใจในทางสมาธิวิปัสสนา สมัยออกบวชนั้นชอบออกธุดงควัตร หนักในพระธรรมวินัย ชอบวิเวกไม่ติดถิ่นที่อยู่ ท่านมีความรู้ความเข้าใจแห่งองค์ภาวนา การภาวนาที่ดีควรไปอยู่ในป่า หาสถานที่สงบปราศจากผู้คนจิตใจจะสงบลงกว่านี้เป็นแน่แท้ หลังจากเข้าป่าฝึกจิตใจ เจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา จำพรรษาท่ามกลางสิงสาราสัตว์ในหุบเขาถ้ำลึกเป็นเวลาอันสมควร ได้เจอหลวงปู่สี ฉันทสิริ หรือ หลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุญนาค ท่านมาบอกว่าพระที่กายทิพย์ กายละเอียดแบบนี้เอง ป่าไม้แถวนี้จึงได้ร่มรื่นตลอดทาง เทวดาตามมาทำบุญไม่ขาดหลวงปู่สีท่านเก่งท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเมตตาสอนโลกุตระ 10 สอนเรื่องสังโยชน์และอนุสัย 7 ทำให้ความสว่างอย่างชัดแจ้งในจิตทันที คุณธรรมวิเศษหลวงปู่สีที่ท่านมี หาได้จากพระอรหันต์กลางป่ากลางเขาแบบนี้ได้ยาก ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันมา คงไม่ได้ของดีจากท่าน ได้ฝึกอารมณ์การภาวนาอยู่พอสมควร จึงได้ออกธุดงค์ไปทางเมืองกาญจนบุรี เพื่อหาความสงัดต่อการปฏิบัติภาวนา

เจอหลวงปู่ละมัยกลางป่า

บ้าง ก็ว่าท่านอายุเกินร้อย บ้างก็ว่าไม่ถึง อันนี้ฉันไม่ขอตอบ แต่กลางป่านั้นท่านเป็นพระทรงอภิญญา ท่านเดินเหินว่องไว ไม่ฉันได้เป็นแรมเดือน พระธุดงค์ที่ตั้งใจปฏิบัติภาวนามักจะได้เจอกับท่าน หลวงปู่ละมัยท่านชอบลอง มาในรูปงูยักษ์บ้าง เสือบ้าง นกยักษ์บ้าง ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีนี่ สติไปหมดนะ พอฉันธุดงค์ผ่านมา ฉันเห็นแล้ว งูขนาดใหญ่ขดตัวรัดกันแน่นขนาดสิบคนโอบเห็นจะได้ ขวางทางอยู่ ฉันยืนหยุดนิ่งตั้งจิตแผ่เมตตาจิตไปให้ งูตัวนี้ไม่ยอมรับนะ แถมยังอ้าปากกว้างจะกินฉันอีก แต่ฉันรับ รู้ถึงอารมณ์ของสัตว์ได้ รับรู้ได้ว่า เอ..? นี่มันพระกลางป่าบารมีสูงท่านมาลองเราเข้าแล้ว ฉันจึงได้หยิบหินมาเสกแล้วโยนไปตรงหน้า ปรากฏว่างูตัวนั้นกลับร่างกลายเป็นพระ ท่านบอกว่าจิตนิ่ง จิตไม่หวาดหวั่น สามารถทำลายการเนรมิตกายได้ ได้สนทนาจนท่านเมตตาสอนการฝึกกสิณต่างๆ และการเล่นแร่แปรธาตุตลอดจนทางสมุนไพร ท่านสอนให้ ไม่หวง เมื่อร่ำเรียนจนพอแล้วจึงได้ออกธุดงค์ต่อ ตอนนั้นไม่ทราบชื่อท่าน มาทราบชื่อท่านจากนิมิตก็เมื่อมาอยู่ที่น้ำพุ ท่านบอกว่าเคยเจอกันในป่าเมื่อสมัยที่ฉันยังหนุ่ม คำสุดท้ายท่านบอกว่า ชื่อ ละมัย

หลังจากที่หลวงปู่พวงได้เดินธุดงค์เข้าป่ารกชัฏ ขึ้นเขา ลงเขา จนมาถึงเทือกเขารัง ณ บ้านน้ำพุ จ.เพชรบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2500 และได้ปักกลดจำวัด ณ สถานที่แห่งนี้ ตอนที่มาอยู่ใหม่ๆ นั้น มีชาวบ้านนำข้าวปลาอาหารมาถวายหลวงปู่พวง พร้อมกับบอกท่านว่าให้ระวังผีดุ ใครมาอยู่สถานที่แห่งนี้มักจะโดนหลอกกันทั้งกลางคืนกลางวัน หลวงปู่พวงท่านได้แต่ยิ้มให้ชาวบ้าน หลังจากนั้นเมื่อชาวบ้านเห็นว่าพระองค์นี้สามารถอยู่สถานที่นี้ได้ถึง 7 วันโดยไม่หนีไปไหน จึงได้เดินทางมาสอบถามกับท่านว่าไม่เจอดีบ้างหรือ หลวงปู่พวงได้ตอบไปว่า ในเมื่อเขามาดี เราก็ให้บุญเขาไป เขาไปกันหมดไม่อยู่ที่นี่แล้ว ชาวบ้านจึงเกิดศรัทธาในตัวของท่านและนิมนต์ให้ท่านสร้างวัดที่นี่

ปฏิปทาศีลวัตร

หลวง ปู่พวงเป็นพระที่มีอัธยาศัยไมตรีเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง เรียนรู้ธรรมตั้งแต่เล็ก เรียนรู้แล้วนำมาปฏิบัติให้เข้าถึงรู้แจ้งจริง ช่วยคนได้จริง ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่พวงต่างรู้กันดีว่าท่านไม่ใช่พระธรรมดา ท่านมีญาณบารมีสมาบัติสูง มีสมาธิจิตแก่กล้า สามารถหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต แต่ทุกสิ่งก็ขึ้นอยู่ว่าท่านจะพูดหรือไม่เท่านั้นเอง สมัยที่ท่านมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ใครมา กราบต่างก็อยากได้ของดีของมงคลจากหลวงปู่พวงกลับไปด้วยทั้งนั้น แต่ท่านไม่มีอะไรจะให้ บ้างก็เสกก้อนหิน บ้างก็ก้านธูป เพื่อให้ศิษย์ได้นำไปใช้ ซึ่งก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ ไม่ว่าวัตถุอะไรก็ตามที่ได้ออกจากมือหลวงปู่พวงไปแล้วนั้น กลับมีอานุภาพพุทธคุณสูง สามารถกันปืน กันขวาน รถยนต์ประสบอุบัติเหตุก็ไม่เป็นอะไร ช่างเป็นเรื่องราวที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก

หลวงปู่พวงได้รับการยอม รับและศรัทธาของศิษย์ทุกระดับชั้น เชื่อถือกันว่าท่านมีคาถาอาคมทรงพุทธคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะทางด้านเมตตามหานิยม ความเจริญรุ่งเรือง และทางด้านมหาอำนาจ แคล้วคลาด เพชรกลับ คงกระพันชาตรี ศิษยานุศิษย์ต่างประจักษ์และสามารถให้คำตอบในเรื่องดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่าง ดี

หลวงปู่ละมัย

ได้บอกให้พระที่มาไปกราบหลวงปู่พวง พระสงฆ์ที่ดงขุยได้ไปกราบ หลวงปู่ละมัย ที่สวนสมุนไพรบ้านกล้วยบ่อยๆ เพราะอยู่ไม่ไกลกันมาก ขณะนั้นหลวงปู่ละมัยได้ย้ายมาจำพรรษาและกำลังสร้างวัดที่บ้านกล้วย พระสงฆ์ที่บ้านดงขุยจึงพากันไปกราบขอพรและขอคำปรึกษาด้านกรรมฐาน คำหนึ่งที่หลวงปู่ละมัยท่านได้กล่าวกับพระสงฆ์ที่มาว่าเดี๋ยวจะไม่อยู่แล้ว ต่อไปให้ไปหาพระพวงที่วัดน้ำพุสามัคคี ท่านมีรัศมีดีมากพระสงฆ์บ้านดงขุยจึงได้มากราบหลวงปู่พวงตามคำแนะนำ ต่างก็มาขอบารมีหลวงปู่พวงกันอยู่เนืองๆ จากนั้นไม่นานนักหลวงปู่ละมัยก็ได้ละสังขารจากไปตามที่ท่านได้กล่าววาจาไว้

ด้านการพัฒนา

หลวง ปู่พวง ฐานวโร ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน โดยท่านได้เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างศาลาสามัคคีธรรม กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ ศาลาเอนกประสงค์ ห้องน้ำ เมรุ และโรงเรียนวัดน้ำพุ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเกิดจากบารมีของหลวงปู่พวงอย่างแท้จริง ท่านสร้างสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย ลาภยศต่างๆ ท่านไม่เคยยินดี ท่านต้องการแต่เพียงพัฒนาและช่วยเหลือญาติโยมเท่านั้น

วัตถุมงคล

ถ้า ไม่ดีไม่สร้างจากคำปรารภของหลวงปู่พวง เพื่อให้วัตถุมงคลที่สร้างออกมานั้นคุ้มครองลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปเป็น อย่างมาก เพราะการสร้างในแต่ละครั้งนั้น ท่านสร้างไม่บ่อย สร้างน้อย ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ พุทธคุณโดดเด่นทางด้านเมตตามหานิยม กลับร้ายกลายเป็นดี คงกระพันมหาอุด และนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้ที่นับถือศรัทธา ประสบการณ์ของวัตถุมงคลต่างๆ ที่ผู้มีไว้ครอบครองเคยประสบพบเจอ อาทิ เหรียญรุ่นแรก สีผึ้ง พระปิดตานะชาลีติ แหวนเพชรกลับ ตะกรุดโทน รูปหล่อ ทั้งหมดล้วนต่างเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์เป็นอย่างมาก หลวงปู่พวงท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า วัตถุมงคลของท่านมีค่าดั่งทองคำ ต่อไปภายหน้าจะหายาก

หลวงปู่พวงไม่เปียกฝน

มี เรื่อง ราวเล่าปากต่อปากกันว่า วันหนึ่งหลวงปู่พวงและพระสงฆ์ในวัดออกบิณฑบาตยามเช้าที่หมู่บ้านน้ำพุ ปรากฏว่าระหว่างทางเดินกลับนั้นเกิดฝนตกปรอยๆ จนหนักขึ้นเรื่อยๆ พอมาถึงวัดพระทุกองค์สบงจีวรต่างเปียกน้ำฝนกันถ้วนหน้า มีพระรูปหนึ่งรีบไปนำผ้ามาให้หลวงปู่พวงเปลี่ยนเพราะเกรงว่าท่านจะไม่สบาย พอมาถึงได้ยื่นผ้าให้หลวงปู่พวง แต่กลับต้องตกตะลึงเพราะจีวรของท่านนั้นไม่เปียกฝนเลยแม้แต่น้อย จึงได้สอบถามท่านว่าเหตุใดจึงไม่เปียกฝนขอรับ หลวงปู่พวงท่านยิ้มให้พร้อมกับบอกว่า ฝนตกด้วยหรือ แล้วท่านก็เดินเข้ากุฏิไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สร้างความประหลาดใจให้กับพระรูปนั้นมาก จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันสืบไป

ของหายได้คืน

มี ลูกศิษย์คนหนึ่งศรัทธาในองค์หลวงปู่พวงมาก มักจะเดินทางมากราบหลวงปู่พวงที่วัดและได้ร่วมทำบุญกับท่านอยู่บ่อยๆ วันหนึ่งได้เช่าแหวนเพชรกลับไป 1 วง หลวงปู่พวงท่านแนะนำว่าให้เอาไปใช้จะส่งผลให้ค้าขายดี ซื้อง่ายขายคล่อง หลังจากเช่าไปแล้วปรากฏเป็นดังคำที่หลวงปู่พวงท่านกล่าวไว้ไม่มีผิด เนื่องจากกิจการค้าขายดีเป็นสองเท่า ลูกศิษย์คนนี้จึงใส่แหวนติดตัวไว้เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งสังเกตเห็นว่าแหวนที่ใส่อยู่นั้นมีแต่ตัวแหวน หัวแหวนหายไป ส่งผลให้รู้สึกไม่ดีจึงได้ไปกราบรายงานเรื่องหัวแหวนเพชรกลับหายไปให้หลวง ปู่ทราบ เพราะเกรงว่าจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นหรือเปล่า แล้วจะหาหัวแหวนเจอหรือไม่ หลวงปู่พวงท่านบอกว่าไม่เป็นอะไรหรอกและหัวแหวนนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน ให้ตั้งใจหาสักหน่อย เดี๋ยวก็หาเจอ เมื่อกลับถึงบ้านก็ตั้งจิตอธิษฐานถึงท่าน แล้วลงมือหาหัวแหวนเพชรกลับวงนั้น ไม่นานนักก็พบว่าหัวแหวนนั้นตกอยู่ใต้โต๊ะนั่นเอง เหตุการณ์ดังกล่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับลูกศิษย์ผู้นี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนไปพบหลวงปู่เขาได้ทำการค้นหาบริเวณโต๊ะนั้นอย่างดีแล้ว

รถพลิกคว่ำพลิกหงายรอดมาได้

เรื่อง นี้เกิดขึ้นกับพนักงานการไฟฟ้าที่กำลังขับรถไปทำการแก้ไขไฟฟ้าในตอนเย็น ปรากฏว่าตลอดทางที่เดินทางไปนั้นเกิดฝนตกรุนแรง ถนนลื่นจนทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบ หากดูจากสภาพรถยนต์ในขณะนั้นแล้ว หลายคนคงคิดว่าผู้ขับขี่คงไม่น่ารอด แต่ปรากฏว่าพนักงานไฟฟ้าที่เดินทางไปด้วยกันทั้ง 2 คน คนที่นั่งข้างคนขับนั้นเข้าไอซียู ส่วนคนขับนั้นไม่เป็นอะไรมาก มีแค่รอยจ้ำแดงตามตัวเท่านั้น พนักงานคนนี้ได้เล่าให้ฟังว่า ได้ไปทำไฟที่วัดน้ำพุสามัคคีมาและได้พบกับหลวงปู่พวง ท่านเห็นหน้าจึงได้บอกให้ไปบูชาแหวนที่ศาลาการเปรียญ 1 วง พร้อมกับกล่าวว่าใส่แล้วห้ามถอดเด็ดขาดท่านพูดแต่เพียงเท่านี้ เพื่อนอีกคนไม่เชื่อ ส่วนตนเชื่อและบวกกับศรัทธาในตัวหลวงปู่พวงอยู่แล้วจึงได้ทำตาม ทำให้รอดชีวิตมาได้ราวกับมีปาฏิหาริย์

ยิงไม่ออก

โยมบ๊วยคนนี้มีนิสัยชอบลองของ ก่อนหน้านี้หลวงปู่พวงท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกพระปิดตานะชาลีติขึ้นมาจำนวน ครึ่งบาตรและนำไปทำพิธีแช่น้ำมนต์ทิ้งไว้ เมื่อนำออกให้บูชาโยมบ๊วย ก็ได้มาทำการเช่าไป แกนำไปลองของ โดยเอาปืนลูกซองมาทดลองยิงทันที ปรากฏว่ายิงไป 2 นัด ยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ออก จึงได้ทดลองหันปืนขึ้นฟ้าแล้วยิง ปรากฏว่าปืนยิงออกเป็นปกติ แต่ เมื่อได้หันกระบอกปืนไปที่ พระปิดตานะชาลีติอีกครั้งแล้วยิง ก็ต้องแปลกใจเนื่องจากว่ายิงไม่ออก โยมรู้สึกผิดจึงได้ก้มกราบเพื่อขอขมาที่ได้ทำการลองของ ชาวบ้านที่ได้ทราบข่าวต่างพากันแห่มาเช่าพระปิดตาจนหมดภายในวันเดียว เมื่อหลวงปู่พวงท่านทราบข่าว จึงได้ตำหนิโยมบ๊วยว่า อย่าทำเป็นเล่นไป ห้ามลองจะมีบาปติดตัว

หลวงปู่พวงโดนลองของ

สมัยที่ หลวงปู่พวงมาจำพรรษาที่บ้านน้ำพุใหม่ๆ นั้น มีคนมาลองของกับท่าน เขาพูดว่านี่หรือศิษย์หลวงพ่อทบ คงจะเหนียวเหมือนอาจารย์สินะ ว่าแล้วก็ยิงปืนใส่ทางด้านหลังท่าน เสียงปืนดัง แช๊ะ แช๊ะ แช๊ะ ปืนขัดลำกล้องยิงไม่ออก คนที่มาลองดีเกิดตกใจจนหน้าซีด ปืนหล่นจากมือ หลวงปู่พวงท่านก็หันกลับไปยิ้มให้เขาด้วยความเมตตา เขาทรุดลงกับพื้นที่ได้เห็นแววตาของท่านที่ยิ้มให้อย่างไม่โกรธเคือง จึงได้กราบขอขมาและเลิกทำตัวเป็นอันธพาลตลอดชีวิต

หลวงปู่พวง ฐานวโร เพชรแท้ในหุบเขาพระเกจิอาจารย์แห่งวัดน้ำพุสามัคคี อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ศิษย์เอกหลวงพ่อทบ วัดพระพุทธบาทชนแดน หลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร หลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย

 หลวงปู่พวง ฐานวโร ละสังขาร  เมื่อวันที่ 5  พฤษภาคม พ.ศ. 2557  สิริอายุครบ 90 ปี สังขารไม่เน่าไม่่เปื่อย  ได้รับดินพระราชทานบรรจุในโลงแก้ว  ประดิษฐานให้สาธุชนกราบไหว้ที่วัดน้ำพุสามัคคี

วัดน้ำพุสามัคคี
บ้านน้ำพุ  หมู่ 2 ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ 67150